โรคและศัตรูยางพารา
 

          ยางพาราเป็นพืชยืนต้นที่เกษตรกรจำเป็นต้องดูแลรักษาให้มีอายุอย่างน้อย 25-30 ปี จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เกษตรกรจะต้องประสบปัญหาเรื่องโรคระบาดในระยะใดระยะหนึ่งของการทำสวนยาง โรคยางพาราที่พบในประเทศไทยเกิดขึ้นได้ทุกระยะการเจริญเติบโต และทุกส่วนของต้นยางแม้ว่ายางพาราจะมีโรคระบาดอยู่หลายชนิด และพันธุ์ยางที่นิยมปลูกในปัจจุบันจะอ่อนแอต่อโรคที่สำคัญแต่ความรุนแรงและความสำคัญทางเศรษฐกิจของโรคขึ้นอยู่กับความแข็งแรงตามธรรมชาติของต้นยางซึ่งมีสภาพภูมิอากาศและการปฏิบัติดูแลรักษาของเกษตรกรเป็นปัจจัยส่งเสริมหรือจำกัดโรคยางพาราที่ระบาดในประเทศไทยส่วนใหญ่มีสาเหตุจากเชื้อรา ซึ่งสามารถจำแนกตามส่วนต่างๆของต้นยางที่ถูกเชื้อเข้าทำลาย ได้แก่ โรคใบ โรคกิ่งก้านและลำต้น และโรคราก



 

โรคราแป้ง (Powdery mildew)
 





สาเหตุ
                 เกิดจากเชื้อรา
ลักษณะอาการ      ใบอ่อนร่วง ใบที่ไม่ร่วง แผ่นใบจะมีแผลขนาดไม่แน่นอนมีปุย เชื้อราสีขาวเทาปกคลุมอยู่ ต่อมาแผลจะเป็นรอยด่าง สีเหลืองซีดและกลายเป็นสีน้ำตาล 
                          ดอกยางมีปุย เชื้อราปกคลุมก่อนที่จะดำ แล้วร่วง
การแพร่ระบาด       ระบาดมากในพื้นที่ที่สภาพแวดล้อมกลางวันร้อน กลางคืนเย็นและชื้น ตอนเช้ามีหมอก พบในช่วงที่ต้นยางผลิใบใหม่
การป้องกันกำจัด    ปลูกยางพันธุ์ต้านทานโรค หากระบาดฉีดพ่นด้วยสารเคมี
 
สารเคมี อัตราการใช้ วิธีการใช้
ชื่อสามัญ ชื่อการค้า %สารออกฤทธิ์
เบโนมิล
(benomyl)
เบนเลท
ฟันดาโซล
50% WP
50% WP
20 กรัมต่อ
น้ำ 
20 ลิตร
พ่นบนใบยางอ่อนทุกสัปดาห์ในช่วงที่เริ่มพบโรค
คาร์เบนดาซิม
(carbendazim)
คาร์เบนดาซิม
 
50% WP
 
ซัลเฟอร์
(sulfur)
ซัลเฟอร์
 
80% WP
 
ไตรดีมอร์ฟ
(tridemorph)
คาลิกซิน
 
75% EC
 
10 ซี.ซี.ต่อ
น้ำ  
20  ลิตร
กำมะถันผง
 
กำมะถันผง
 
100%
 
1.5-4  กก.ต่อไร่ พ่นใบยางอ่อนในช่วงเช้าตรู่  เพื่อหลีกเลี่ยงลมและอาศัยประโยชน์จากน้ำค้าง


โรคใบจุดนูน (Colletotrichum leaf spot)
 






สาเหตุ
                เกิดจากเชื้อรา  Colletotrichum  gloeosporiodes  (Penz.) Sacc.
ลักษณะอาการ  
   ใบอ่อนที่ถูกเชื้อเข้าทำลาย  ปลายใบจะบิดงอ  เหี่ยวเน่าดำและหลุดล่วง  ในระยะใบเพสลาด  ใบบางส่วนอาจบิดงอและ  พบจุดแผลสีน้ำตาล  ขอบแผลสีเหลือง  
                         ขนาดประมาณ 
1-2  มม.  เมื่อใบมีอายุมากขึ้น  เนื้อตรงกลางแผลอาจทะลุเป็นรู  ถ้าระบาดรุนแรงอาจพบแผลบนกิ่งอ่อนหรือยอดอ่อน  
                         และทำให้เกิดอาการตายจากยอดได้
การแพร่ระบาด      ระบาดรุนแรงกับยางที่แตกใบอ่อน  ในช่วงที่ฝนตกชุก  ความชื้นสูง  เชื้อแพร่ระบาดโดยน้ำฝน  ลมและแมลง
พืชอาศัย             ส้ม  กล้วย  มะละกอ  ชา  กาแฟ  โกโก้  อาโวกาโด
การป้องกัน          ต้นยางที่มีอายุน้อยกว่า  2  ปี  ใช้สารเคมีพ่นบนใบยางเมื่อเริ่มพบการระบาด
 
สารเคมี อัตราการใช้ วิธีการใช้
ชื่อสามัญ ชื่อการค้า %สารออกฤทธิ์
ไซเนบ
(Zineb)
ไซเนบ
 
80% WP
 
40  กรัมต่อน้ำ  20  ลิตร ฉีดพ่นใบยางอ่อน
ทุก  
5  วัน
ประมาณ  
5-6  ครั้ง
คลอโรธาโลนิล
(chlorothalonil)
ดาโคนิล
 
75% WP
 
เบโนมิล
(benomyl)
เบนเลท
 
50% WP
 
โพรพิเนบ
(propinep)
แอนทราโคล
 
75% WP
 


โรคใบจุดก้างปลา (Corynespora leaf )
 




สาเหตุ
                เกิดจากเชื้อรา  Corynespora  cassiicola (Burk. & Curt.) Wei.
ลักษณะอาการ  
   ใบอ่อนแสดงอาการเป็นแผลจุดกลม  ขอบแผลสีน้ำตาลดำ  กลางแผลสีซีดหรือเทา  ถ้ารุนแรงใบจะบิดงอและร่วง  ระยะใบ  เพสลาดแผลจะกลมทึบสีน้ำตาลหรือดำ  
                        ขอบแผลสีเหลืองและขยายลุกลามเข้าไปตามเส้นใบ  ทำให้แผลมีลักษณะคล้ายก้างปลา  เนื้อเยื่อบริเวณรอยแผลมีสีเหลืองถึงน้ำตาลและใบร่วงในที่สุด  
                        ถ้าเชื้อเข้าทำลายส่วนของก้านใบ  กิ่งแขนงและลำต้นที่ เป็นสีเขียว  จะเป็นแผลสีดำมีลักษณะยาวรี  เนื้อเยื่อตรงกลางแผลบุ๋มลง  ถ้าอากาศเหมาะสมจะขยายขนาดและ
                        ลุกลาม  ทำให้กิ่งหรือยอดที่เป็นโรคแห้งตาย

การแพร่ระบาด
     เชื้อราแพร่ระบาดโดยลมและฝน  โรคระบาดรุนแรงในสภาพอากาศร้อนและมีความชื้นสูง
พืชอาศัย
            มีมากกว่า  80  ชนิด  ยกตัวอย่างเช่น  งา  ถั่วเหลือง  ถั่วเขียว  ฝ้าย  ยาสูบ  มะละกอ  แตงโม  มะเขือเทศ  ผักกาดหอม  สะระแหน่  ฟักเขียว  หญ้ายาง  
                        และพืชคลุมตระกูลถั่ว

การป้องกันกำจัด
  1. ไม่ควรปลูกพืชอาศัยของเชื้อราเป็นพืชแซมยาง
                       
 2. ต้นยางที่มีอายุน้อยกว่า  2  ปี  ใช้สารเคมีพ่นพุ่มใบเมื่อเริ่มพบอาการของโรค
 
สารเคมี อัตราการใช้ วิธีการใช้
ชื่อสามัญ ชื่อการค้า %สารออกฤทธิ์
ไตรดีมอร์ฟ
(tridemorph)
คาลิกซิน
 
75% EC
 
10 ซี.ซี.ต่อน้ำ  20  ลิตร ฉีดพ่นพุ่มใบยางอ่อน
ทุก  
7  วัน
เบโนมิล
(benomyl)
เบนเลท
 
50% WP
 
40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร


โรคใบจุดตานก (Bird's eye spot)
 




สาเหตุ
                  เกิดจากเชื้อรา Drechsiera (Helminthosporium) heveae (Petch)  M.B. Ellis
ลั
กษณะอาการ  
     เชื้อเข้าทำลายระยะใบอ่อนมาก  แผลหงิกงอเน่าดำและร่วง  เหลือแต่ยอดที่บวมโต  ใบยางอายุมากจะปรากฏจุดค่อน ข้างกลม  
                          ขอบแผลสีน้ำตาลล้อมรอบซึ่งโปร่งแสง  ถ้าเชื้อเข้าทำลายระยะใบแก่จะเป็นรอยจุดสีน้ำตาลเท่านั้น

การแพร่ระบาด
       ระบาดรุนแรงในแปลงกล้ายางที่ปลูกในดินทรายหรือดินที่อุดมสมบูรณ์ต่ำ  แพร่ระบาดโดยลม  ฝนหรือการสัมผัสโรค
การป้องกันกำจัด
    1. หลีกเลี่ยงการปลูกต้นกล้ายางในดินทราย
                          
2. ใช้ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยคอกปรับสภาพดินให้อุ้มน้ำได้
                          
3. ใช้สารเคมีพ่นใบยางเมื่อพบอาการของโรค
 
สารเคมี อัตราการใช้ วิธีการใช้
ชื่อสามัญ ชื่อการค้า %สารออกฤทธิ์
แมนโคเซบ
(mancozeb)
แมนโคเซบ
ไดเทนเอ็ม 
45
75% WP
80% WP
48 กรัมต่อน้ำ  20  ลิตร พ่นใบยางอ่อนทุก  7  วัน
โปรพิเนบ
(propineb)
แอนทราโคล
 
75% WP
 
คลอโรธาโลนิล
(chlorothalonil)
ดาโคนิล
 
75% WP
 

โรคใบร่วงที่เกิดจากเชื้อไฟทอปโทร่า (Phytopthora leaf fall)
 






สาเหตุ
                เกิดจากเชื้อรา  Phytophthora  botryosa  chee, P. palmivora (Butl.) Butl., P.nicotianae  Van  Breda  de  Haan  var. parasitica(Dastur) Waterhouse
ลักษณะอาการ  
   ก้านใบเป็นรอยช้ำสีน้ำตาลเข้มถึงดำตามความยาวของก้านใบ  แผลบริเวณทางเข้าของเชื้อมีหยดน้ำยางเล็กๆ เกาะติดอยู่ เมื่อสะบัดใบเบาๆ ใบย่อยจะหลุดทันที  
                        ต่างจากการร่วงตามธรรมชาติ  ซึ่งเมื่อสะบัดใบย่อยจะไม่ร่วง  บางครั้งแผ่นใบอาจ  เป็นแผลสีน้ำตาลเข้มถึงดำ  ช้ำน้ำ  ขนาดแผลไม่แน่นอน  
                        หากเข้าทำลายฝักยางจะทำให้เน่า  อาจพบเชื้อราสีขาวเจริญปกคลุม  ฝักไม่แตกและไม่ร่วงหล่นตามธรรมชาติ  กลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อต่อไป

การแพร่ระบาด
     ระบาดรุโดยน้ำฝน  ลม  ความรุนแรงขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนและจำนวนวันฝนตก  เชื้อต้องการน้ำเพื่อการขยายพันธุ์  จึงระบาดได้ดีในสภาพอากาศเย็น  ฝนตกชุก  
                        ความชื้นสูงอย่างน้อย  
4  วัน  โดยมีแสงแดดน้อยกว่า  3  ชั่วโมงต่อวัน
พืชอาศัย
            ส้ม  ทุเรียน  พริกไทย  ปาล์ม  โกโก้
การป้องกัน
         1. ไม่ควรปลูกพืชอาศัยเป็นพืชแซมยาง
                       2.
 กำจัดวัชพืชและตัดแต่งกิ่งในสวนยางให้อากาศถ่ายเทสะดวก  เพื่อลดความชื้น
                       3.
 หากระบาดกับต้นยางอายุน้อยกว่า  2  ปี  ป้องกันกำจัดโดยพ่นสารเคมี
                       4.
 ต้นยางใหญ่ที่เป็นโรครุนแรงจนใบร่วงหมดต้น  ให้หยุดกรีดยางและบำรุงต้นให้สมบูรณ์
 
สารเคมี อัตราการใช้ วิธีการใช้
ชื่อสามัญ ชื่อการค้า %สารออกฤทธิ์
เมทาแลกซิล
(Metalaxyl)
เอพรอน
 
35% SD
 
40  กรัมต่อน้ำ  20  ลิตร ฉีดพ่นใบยางอ่อนเมื่อพบการระบาดทุก  7  วัน
ฟอสเอทธิล อลูมินั่ม
(fosetyl - Al)
อาลีเอท
 
80% WP
 


โรคเส้นดำ (Black stripe)
 





สาเหตุ
              เกิดจากเชื้อรา  Phytophthora  botryosa  chee, P. palmivora (Butl.) Butl.
ลักษณะอาการ  
 เหนือรอยกรีดเป็นรอยช้ำ ต่อมาเป็นรอยบุ๋มสีดำหรือสีน้ำตาลดำตามแนวยาวของลำต้น  เมื่อเฉือนเปลือกบริเวณรอยบุ๋มสีดำ จะเห็นลายเส้นสีดำบนเนื้อไม้  
                      และอาจลุกลามลงใต้รอยกรีด  ถ้าอาการรุนแรง  เปลือกบริเวณที่เป็นโรคปริเน่า  มีน้ำยางไหล  เปลือกเน่าหลุดออกมา  ถ้าเชื้อเข้าทำลายไม่รุนแรง  
                      เปลือกงอกใหม่จะเป็นปุ่มปม

การแพร่ระบาด
   เชื้อบนฝักและใบที่เป็นโรคถูกชะล้างโดยน้ำฝนลงมาที่หน้ากรีด  พบระบาดรุนแรงเมื่อกรีดยางติดต่อกันในฤดูฝนโดยไม่มี การป้องกันรักษาหน้ากรีด  
                      โดยเฉพาะเมื่อความชื้นสูงกว่า  
90%  หน้ากรีดจะเปียกอยู่ตลอดเวลา  เหมาะต่อการขยายพันธุ์ของเชื้อ
พืชอาศัย
          เชื้อรา  P.palmivora  สามารถเข้าทำลายพืชอื่นได้หลายชนิด  เช่น  มะละกอ  แตงโม  ส้ม  ทุเรียน  พริกไทย  โกโก้  มะพร้าว  ยาสูบ  ส่วนเชื้อรา  P.botryosa  
                      สามารถเข้าทำลาย  ทุเรียน  ส้ม  และกล้วยไม้ได้

การป้องกัน
        1. ไม่ควรปลูกพืชอาศัยเป็นพืชแซมยาง
                      
2.หลีกเลี่ยงการเปิดกรีดยางในฤดูฝน  ในพื้นที่ที่มีโรคระบาดรุนแรง
                      3.
ระยะที่มีโรคใบร่วงระบาดใช้สารเคมีป้องกันโรคที่หน้ากรีด
 
สารเคมี อัตราการใช้ วิธีการใช้
ชื่อสามัญ ชื่อการค้า %สารออกฤทธิ์
เมทาแลกซิล
(metalaxyl)
เอพรอน
 
35% SD
 
7-10 กรัมต่อน้ำ  1  ลิตร ทาพื้นที่หน้ากรีดหรือทาเหนือรอยกรีดภายใน  12  ชั่วโมง  หลังการกรีดยางทุกสัปดาห์
ฟอสเอทธิล  อลูมินั่ม
(fosetyl-Al)
อาลีเอท
 
80% WP
 
8-10 กรัมต่อน้ำ  1  ลิตร

                       4. ถ้าพบอาการที่หน้ากรีด  ต้องเฉือนส่วนที่เป็นโรคออกก่อนแล้วทาด้วยสารเคมี 

สารเคมี อัตราการใช้ วิธีการใช้
ชื่อสามัญ ชื่อการค้า %สารออกฤทธิ์
เมทาแลกซิล
(metalaxyl)
เอพรอน
 
35% SD
 
14 กรัมต่อน้ำ  1  ลิตร ผสมสารจับใบ  2  ซี.ซี. พ่นหรือทาหน้ากรีดยางทุก  
5-7
 วัน  อย่างน้อย  4  ครั้ง
ฟอสเอทธิล  อลูมินั่ม
(fosetyl-Al)
อาลีเอท
 
80% WP
 
20-25 กรัมต่อน้ำ  1  ลิตร
ออกซาไดซิล+แมนโคเซบ
(oxadixyl+mancozeb)
แซนโดแฟน-เอ็ม 10+56% WP 40-60 กรัมต่อน้ำ  1  ลิตร

โรคราสีชมพู (Pink disease)
 



สาเหตุ
                   เกิดจากเชื้อรา  Corticium  salmonicolor  Berk. & Br.

ลักษณะอาการ        เริ่มแรกเปลือกบริเวณคาคบ  กิ่งก้าน  ลำต้น  บริเวณที่ถูกทำลายจะเป็นรอยปริมีน้ำยางไหลติดอยู่ตามเปลือก  เมื่ออากาศชื้นจะเห็นเส้นใยสีขาวที่เปลือกยาง  แ
                           ผลจะขยายเป็นบริเวณกว้างออกไป  เมื่อเชื้อเจริญเต็มที่จะมองเห็นเป็นสีชมพู  ซึ่งเป็นระยะที่เชื้อเจริญเข้าไปในเปลือกและลุกลามไปยังลำต้น  ทำให้เปลือกแตก
                           และกะเทาะออก  น้ำยางไหลออกมาจับบตามกิ่งก้านและลำต้นเป็นทางเมื่อน้ำยางแห้งจะมีราดำเข้าจับเป็นทางสีดำ  ใต้บริเวณแผลจะมีการแตกกิ่งใหม่ขึ้นมากมาย 
                          ใบยางเปลี่ยนเป็นสีเหลือง  เกิดอาการตายจากยอด  เมื่อสภาพแวดดล้อมไม่เหมาะสม  เชื้อราจะพักตัว  สีชมพูที่เคยปรากฏจะ  ซีดลงจนเป็นสีขาว  
                           เมื่อถึงฤดูฝนปีถัดไปจะเริ่มลุกลามต่อไป
การแพร่ระบาด
        ระบาดรุนแรงในสภาพอากาศชุ่มชื้น  มีปริมาณน้ำฝนสูง  เมื่ออากาศแห้งเชื้อราจะพักตัวและเจริญลุกลามต่อในฤดูฝนปี ถัดไป  เชื้อแพร่กระจายโดยลมและฝน
พืชอาศัย
                กาแฟ  โกโก้  ชา  มะม่วง  ขนุน  ทุเรียน  เงาะ

การป้องกันกำจัด
      1. ตัดแต่งกิ่งก้านและกำจัดวัชพืชในสวนยางให้โล่งเตียน  เพื่อลดความชื้นและความรุนแรงของโรค
                            2. ไม่ควรปลูกพืชอาศัยเป็นพืชร่วมหรือพืชแซมยาง
                            
3. ต้นยางอายุน้อยถ้าเป็นโรครุนแรงถึงกิ่งแห้งตายและมีกิ่งใหม่งอกใต้รอยแผล  ควรตัดแต่งแห้งตายทิ้ง  โดยตัดให้ต่ำกว่า
                                รอยแผลประมาณ  
2-3  นิ้ว  แล้วทาด้วยสารเคมีเคลือบบาดแผล 
                            
4. ต้นยางที่ยังไม่เปิดกรีด  เมื่อเป็นโรคแนะนำให้ใช้สารเคมีบอร์โดมิกซ์เจอร์ (bordeaux  mixture)  ที่มีอัตราส่วนผสมจุนสี
                                หนัก  
120  กรัม  ปูนขาวนัก  240  กรัม (ถ้าเป็นปูนเผาใหม่ใช้ประมาณ 150 กรัม)  ผสมน้ำ  10  ลิตรโดยผสมใหม่ๆ  ทา
                                บริเวณที่เป็นโรค  ไม่แนะนำให้ใช้กับต้นยางที่เปิดกรีดแล้ว  เนื่องจากสารทองแดงที่เป็นส่วนผสมของบอร์โดมิกซ์เจอร์ 
                                จะไหลลงไปผสมกับน้ำยางที่กรีดได้  ทำให้คุณภาพน้ำยางเสื่อมลง
                             
5. เมื่อตรวจพบต้นที่เป็นโรคให้ขูดเปลือกบริเวณเป็นแผลออกก่อนแล้วทาด้วยสารเคมี  

สารเคมี อัตราการใช้ วิธีการใช้
ชื่อสามัญ ชื่อการค้า % สารออกฤทธิ์
เบนโนมิล
(benomyl)
เอพรอน
 
50% WP
 
50-100 กรัมต่อน้ำ  1  ลิตร
 
ขูดเปลือกบริเวณรอยแผลออกแล้วทาสารเคมี

 
ไตรดีมอร์ฟ
(tridemorph)
คาลิกซิน
 
75% EC
 
60-120 กรัมต่อน้ำ  1  ลิตร
 

โรครากขาว (disease white root)
 





สาเหตุ  
               
 เกิดจากเชื้อรา  Rigidoporus  lignosus  (Klotzsch)  lmazeki
ลักษณะอาการ
       เชื้อโรคสามารถเข้าทำลายต้นยางได้ทุกระยะการเจริญเติบโต  ตั้งแต่อายุ  
1  ปีขึ้นไป  เมื่อระบบรากถูทำลายจะแสดง
                          อาการให้เห็นที่ทรงพุ่ม  ซึ่งเป็นระยะที่รุนแรงและไม่สามารถรักษาได้  บริเวณรากที่ถูกเชื้อเข้าทำลายจะปรากฏเส้นใยราสี
                          ขาวเจริญแตกสาขาปกคลุม  เกาะติดแน่นกับผิวราก  เมื่อเส้นใยอายุมากขึ้นจะกลายเป็นเส้นกลมนูนสีเหลืองซีด  เนื้อไม้
                          ของรากที่เป็นโรคในระยะแรกจะแข็งกระด้างเป็นสีน้ำตาลซีดในระยะรุนแรงจะกลายเป็นสีครีม  ถ้าอยู่ในที่ชื้นแฉะจะอ่อน
                          นิ่ม  ดอกเห็ดมีลักษณะเป็นแผ่นครึ่งวงกลมแผ่นเดียวหรือซ้อนกันเป็นชั้นๆ  ผิวด้านบนเป็นสีเหลืองส้ม  โดยมีสีเข้มอ่อน
                          เรียงสลับกันเป็นวง  ผิวด้านล่างเป็นสีส้มแดงหรือสีน้ำตาล  ขอบดอกเห็ดเป็นสีขาว

การแพร่ระบาด
       ระบาดรวดเร็วในช่วงฤดูฝนซึ่งมีฝนตกชุก  ความชื้นสูง
พืชอาศัย 
              ทุเรียน  ขนุน  จำปาดะ  มังคุด  มะพร้าว  ไผ่  ส้ม  โกโก้  ชา  กาแฟ  เนียงนก  พริกไทย  พริกขี้หนู  น้อยหน่า  
                         
  มันสำปะหลัง  สะเดาบ้าน  สะเดาเทียม  ทัง  มะเขือ  เปราะ  กระทกรก  มันเทศ  ลองกอง
 


โรครากแดง (Red root disease)
 




สาเหตุ
                        เกิดจากเชื้อรา  
Ganoderma  pseudoferreum  (Wakef)  Over  &  Steinm
ลักษณะอาการของโรค
   มักพบการระบาดในสวนยางที่มีตอและรากไม้ใหญ่ๆ  ฝังลึกลงในดิน  เชื้อราเจริญเติบโตค่อนข้างช้า  จึงมักพบกับ
                                 ต้นยางที่กรีดแล้วเป็นส่วนใหญ่ต้นที่ถูกเชื้อเข้าทำลายจะแสดงอาการที่ทรงพุ่มเช่นเดียวกับโรครากขาว  ส่วนรากที่
                                 ถูกเชื้อเข้าทำลายจะถูกปกคลุมด้วยเส้นใยสีน้ำตาลแดง  ส่วนปลายของเชื้อราที่กำลังเจริญจะเป็นสีขาวครีม  ลักษณะ
                                 เส้นใยแก่จะจับกันเป็นแผ่นสีน้ำตาลแดงเป็นมันวาวเห็นได้ชัดเจนเมื่อล้างน้ำ  รากมีลักษณะขรุขระ  เนื่องจากมีก้อน
                                 ดิน หิน เกาะติดอยู่  เนื้อไม้ของรากเป็นสีน้ำตาลซีดและเป็นสีเนื้อในเวลาต่อมา  วงปีของเนื้อไม้จะหลุดแยกออกจาก
                                 กันได้ง่าย  ดอกเห็ดเป็นแผ่นแข็งด้านบนเป็นรอยย่นสีน้ำตาลแดงเข้ม  ด้านล่างเป็นสีขี้เถ้า  ขอบดอกเป็นสีขาวครีม
การแพร่ระบาด
        
      ระบาดรวดเร็วในช่วงที่ฝนตกชุก  ความชื้นสูง
พืชอาศัย
                    
 ทุเรียน  ขนุน  จำปาดะ  สัก  สะเดาบ้าน  ทัง  โกโก้  กาแฟ  ชา  เงาะ  พืชตระกูลถั่ว  ลองกอง  สะตอ
 


โรครากน้ำตาล (Brown root disease)
 




สาเหตุ  
                  
      เกิดจากเชื้อรา  Phellinus  noxius  (Corner)  G.H. Cunn
ลักษณะอาการของโรค
    
 มักพบกับต้นยางที่หักโค่น  อาการสังเกตจากทรงพุ่มมีลักษณะเหมือนโรครากขาวและโรครากแดง  แยกชนิดโรค
                                   ได้จากบริเวณรากที่ถูกทำลาย  จะปรากฏเส้นใยสีน้ำตาลปนเหลือง  เป็นขุยเหมือนกำมะหยี่  ปกคลุมผิวรากและเกาะ
                                   ยึดดินทรายไว้  ทำให้รากมีลักษณะขรุขระ  เส้นใยเมื่อแก่จะเป็นสีน้ำตาลดำ  เนื้อไม้ในระยะแรกจะเป็นสีน้ำตาลซีด 
                                   ต่อมาเป็นสีน้ำตาลเป็นเส้นเดี่ยวลายสลับฟันปลาอยู่ในเนื้อไม้  รากที่เป็นโรคมานาน  เมื่อตัดตามขวางจะเห็นสายเส้น
                                   ใยที่แทรกในเนื้อไม้มีลักษณะคล้ายรวงผึ้ง  เนื้อไม้จะเบาและแห้ง  ดอกเห็ดเป็นแผ่นหนาแข็ง  ลักษณะครึ่งวงกลม
                                    ค่อนข้างเล็ก  ผิวด้านบนเป็นรอยย่นเป็นวงสีน้ำตาลเข้ม  ผิวด้านล่างเป็นสีเทา

การแพร่ระบาด
               
 ระบาดรวดเร็วในช่วงฤดูฝนซึ่งมีฝนตกชุก  ความชื้นสูง
พืชอาศัย
                       ทุเรียน  มังคุด  ลองกอง  สละ  สะเดาบ้าน  มะฮอกกานี  สัก  ปาล์มน้ำ  โกโก้  ส้ม  กาแฟ  เงาะ

การป้องกันกำจัดโรครากของยางพารา

1.
 เตรียมพื้นที่ปลูกให้ปลอดโรค  โดยการขุดทำลายตอยางเก่า  ซึ่งเป็นแหล่งสะสมโรคออกให้หมด
2. ในแหล่งที่มีโรคระบาด  หลังการเตรียมดินควรปลูกพืชคลุมดินตระกูลถั่วเพื่อปรับสภาพดิน
3. หลังปลูกยาง  1  ปี  ตรวจหาต้นที่เป็นโรคราก  เมื่อพบขุดทำลายเสียแล้วป้องกันโรคต้นข้างเคียงด้วยสารเคมี
4. ต้นยางที่เป็นโรคหากอายุมากกว่า  3  ปีขึ้นไป  ขุดคูรอบต้น (กว้าง  30  ซม.  ลึก  60  ซม.)  เพื่อป้องกันรากยางสัมผัสต้นที่เป็นโรค
5. ไม่ควรปลูกพืชร่วมหรือพืชแซมที่เป็นพืชอาศัยของเชื้อโรค
6. ใช้สารเคมีสำหรับรักษาต้นที่เป็นโรคเพียงเล็กน้อย  และใช้กับต้นข้างเคียงที่เป็นโรค
โรค สารเคมี อัตราการใช้ วิธีการใช้
ชื่อสามัญ ชื่อการค้า % สารออกฤทธิ์
รากขาว ไตรเดอร์มอร์ฟ
(tridemorph)
คาลิกซิน 75% EC 10-20 ซีซีต่อน้ำ
1-2 ลิตรต่อต้น
ขุดร่องเล็กๆ รอบโคนต้นกว้าง 15-20 ซม.  เทสารเคมีลงในร่องรอบโคนต้น  ใช้สารเคมีทุก 6  เดือน  เป็นเวลา  2  ปี
  ไซโปรโคนาโซล
(cyproconazole)
อัลโต 10% SL
  โปรปิโคนาโซล
(propiconazole)
ทิลท์ 25% EC 30 ซีซีต่อน้ำ
3  ลิตรต่อต้น
  เฮกซะโคนาโซล
(hexaconazole)
เอนวิล 5% EC 10-20 ซีซีต่อน้ำ
ลิตรต่อต้น
  เฟนิโคลนิล
(feniclonil)
เบเรต์ 40% FS 4-8 กรัมต่อน้ำ
ลิตรต่อต้น
โรครากแดง ไตรเดอร์มอร์ฟ
(tridemorph)
คาลิกซิน 75% EC 75  ซีซีต่อน้ำ
1-2 ลิตรต่อต้น
เทราดรอบโคนต้นเช่นเดียวกับโรครากขาว
  ไดฟิโนโคนาโซล
(difenoconazole)
สกอร์ 25% EC 30 ซีซีต่อน้ำ
3  ลิตรต่อต้น
เทราดรอบโคนต้นใช้ได้ผลดีกับต้นที่เป็นโรคเพียงเล็กน้อย
โรครากน้ำตาล ไตรเดอร์มอร์ฟ
(tridemorph)
คาลิกซิน 75% EC 75  ซีซีต่อน้ำ
1-2 ลิตรต่อต้น
เทราดรอบโคนต้นเช่นเดียวกับโรครากขาว


อาการเปลือกแห้ง (Tapping panel dryness)
 



สาเหตุ
                  ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอนแต่มีรายงานว่าเป็นความผิดปกติทางสรีรวิทยาของต้นยางที่ถูกชักนำโดยหลายปัจจัย  อาทิ
                          การใช้ระบบกรีดหักโหม  การใช้สารเคมีเร่งน้ำยาง  ความผิดปกติของพันธุ์  และสภาพแวดล้อม
ลักษณะอาการ
       น้ำยางจางลง  หลังกรีดแล้วน้ำยางแห้งเป็นจุดๆ  และยกออกจากกันเป็นชั้นๆ  ถ้ายังกรีดต่อเปลือกยางจะแห้งสนิท 
                          เปลือกใต้รอยกรีดแตก  ขยายบริเวณจนถึงพื้นดินและหลุดออก
การป้องกันและแก้ไข
    
1. หากเริ่มแสดงอาการให้หยุดกรีดทันที  อย่างน้อย  6-12  เดือน  หรือจนกว่าน้ำยางจะไหลเป็นปกติ
                                
2. ใส่ปุ๋ยบำรุงต้นยางตามคำแนะนำของสถาบันวิจัยยางปีละ  2  ครั้ง
                                
3. ใช้ระบบกรีดให้เหมาะสมกับพันธุ์ยางและไม่กรีดหักโหมติดต่อกันนานๆ
                                
4. ไม่ควรใช้สารเคมีเร่งน้ำยางสำหรับสวนยางที่พบอาการเปลือกแห้ง
 

อาการตายจากยอด (Die back)
 



สาเหตุ
              
    1. อากาศแห้งแล้งจัดเป็นเวลานานติดต่อกัน  ทำให้ดินบริเวณรอบๆ รากขาดน้ำ  หรือในดินทรายจัดซึ่งมีลักษณะไม่อุ้มน้ำ
                           
2. การมีแผ่นหินดานหรือโครงสร้างคล้ายหินดานอยู่ใต้พื้นดินระดับสูงกว่า  1  เมตรขึ้นมา
                           
3. เชื้อสาเหตุโรคบางชนิดเข้าทำลาย  เช่น  โรคใบจุดนูน  โรคราแป้ง  โรคใบจุดก้างปลา
                           
4. สารเคมีตกค้างในดิน  เช่น  สารเคมีป้องกันกำตัดศัตรูพืช  การใส่ปุ๋ยมากเกินไป
ลักษณะอาการ
        ใบอ่อนเริ่มเหี่ยวและแห้งจากปลายกิ่งหรือปลายยอด  ลุกลามเข้าหาส่วนโคนทีละน้อย  ถ้าอาการเป็นไปอย่างช้าๆ ส่วน
                            ของกิ่งหรือลำต้นที่ยังไม่ตายจะแตกแขนงใหม่  เพื่อเจริญเติบโตต่อไป  แต่ถ้าอาการแห้งตายเป็นไปอย่างรวดเร็ว  จะแห้ง
                            ตายตลอดต้นในระยะเวลาอันสั้น  เปลือกล่อนออกจากเนื้อไม้  มองเห็นเชื้อราสีดำหรือขาวเกิดขึ้นบริเวณด้านในของเปลือก
การป้องกันรักษา
    
  1. ตัดกิ่งหรือยอดส่วนที่แห้งออก  โดยตัดให้ต่ำลงมา  1-2  นิ้ว  แล้ทาแผลด้วยสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา
                            
2. บำรุงรักษาต้นยางให้สมบูรณ์อยู่เสมอ
                            3. พยายามแก้ไขสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม  เช่น  ความแห้งแล้งให้รดน้ำตามความจำเป็น  หรือใช้วัสดุคลุมดินรอบโคนต้น
                            
4. ถ้าเกิดโรคระบาดให้ทำการรักษาตามคำแนะนำ
                            
5. การใช้ปุ๋ยและสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช  ควรปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด
 


อาการที่เกิดจากฟ้าผ่า (D lightning strike)
 





ลักษณะอาการ
        
    พบได้ทุกระยะการเจริญเติบโต  ต้นที่ถูกทำลายจะรวมกันเป็นกลุ่ม  อาจเป็น  5-6  ต้น หรือหลายสิบต้น  อาการจะปรากฏ
                               ทันทีโดยที่มีใบสีเขียวร่วงเหลือแต่ก้านใบติดอยู่  ลำต้นอาจปริ  เปลือกแตก  น้ำยางไหล  เมื่อเฉือนเปลือกออก  พบว่าเนื้อ

                               
เยื่อส่วนที่เป็นท่อน้ำท่ออาหารเป็นสีน้ำตาลเหมือนสีชอคโกแลต  ต่อมาเป็นสีม่วงอย่างรวดเร็ว  และเป็นสีดำในที่สุด 
                               บริเวณลำต้นอาจพบแผลเน่าเป็นแผ่นๆ  ซึ่งทำให้เข้าใจว่าเกิดจากเชื้อรา  แผลเน่าจะเกิดทุกแห่งบนลำต้น  ขนาดแผล  
2-3 
                               ตารางนิ้ว  มีของเหลวสีม่วงไหลออกมา  ถ้าตัดแผนเน่าออกดูจะเห็นชั้นใต้เปลือกแทนที่จะเป็นสีครีมกลับเป็นสีคล้ายเหล้า
                               องุ่นซึ่งจะมีสีม่วงแดงใน  
2-3  วัน  บริเวณโคนต้นส่วนที่ติดกับพื้นดินยังสดอยู่

การแก้ไข                1. ขุดต้นที่ตายออก
                             
2. ต้นที่ถูกทำลายบางส่วนให้ตัดส่วนที่แห้งออก  แล้วทาด้วยสารกำจัดเชื้อรา


หนอนทราย
 (Cockchafers)
 



หนอนทรายเป็นตัวหนอนของด้วงปีกแข็งชนิดหนึ่งซึ่งเป็นศัตรูกัดกินและทำลายรากยาง  ทำให้ต้นยางตายเป็นหย่อมๆ 

ลักษณะและวงชีวิต    ตัวเมียวางไข่ในสวนยางอาจเป็นฟองเดี่ยวๆ  หรือเป็นกลุ่มก้อน  และฟักเป็นตัวหนอนในอีก  2-3  สัปดาห์ต่อมา
                            
 ตัวหนอนมีสีขาว  รูปร่างงอเหมือนตัว  C  ลำตัวยาว  3-5  ซม.  อาศัยอยู่ในดิน  กินอินทรีย์วัตถุและรากพืชเป็นอาหาร 
                             เมื่อเจริญเต็มที่แล้วจึงขุดดินเป็นโพรงลึกลงไปและสร้างผนังหนาห่อหุ้มตัวเพื่อเข้าดักแด้  ตัวเต็มวัยเป็นแมลงปีกแข็ง
                             ขนาดใหญ่  ตัวอ้วนป้อมและสั้น  ลำตัวยาว  
3-5  ซม.  กลางวันหลบซ่อนในดิน  ออกบินหากินช่วงพลบค่ำ

การทำลาย               กินรากยางในระยะต้นเล็กอายุ  6-12  เดือน  ทำให้ต้นยางมีอาการใบเหลืองและเหี่ยวแห้งตาย  มักพบในสวนยางที่ปลูก
                             ทดแทน  ตัวหนอนจะอาศัยอยู่ที่รากของตอยางเก่า  และออกมากัดกินรากยางอ่อนและพืชร่วม  พืชแซมชนิดอื่นๆ  ที่อยู่
                             ในแปลงยาง  เช่น  สับปะรด  หวาย  ลองกอง  ทุเรียน  มังคุด  เนียงนก  มะฮอกกานี  รวมทั้งหญ้าคา  ยังไม่พบความเสีย
                             หายในต้นยางที่อายุมาก  แต่พบว่าตอยางเก่าที่อยู่ในสวนยางจะเป็นแหล่งอาศัยและเป็นแหล่งอาหารของแมลงชนิดนี้
                             เป็นอย่างดี

การระบาด                ระบาดในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม  พบระบาดในพื้นที่ที่ดินเป็นดินร่วนปนทราย

การป้องกันกำจัด       1. ดักจับตัวเต็มวัยช่วงเดือนมีนาคม- พฤษภาคม  ด้วยกับดักแสงไฟหรือตาข่ายในช่วงพลบค่ำ  จะช่วยลดปริมาณแมลงได้เป็นอย่างดี
                             
2. ปลูกตะไคร้เพื่อล่อตัวหนอนให้ออกมาแล้วนำไปทำลาย
                             
3. ใช้สารเคมีราดรอบโคนต้นยางและตอยางเก่าแล้วกลบดิน

สารเคมี อัตราการใช้ วิธีการใช้
ชื่อสามัญ ชื่อการค้า % สารออกฤทธิ์
คาร์โบซัลแฟน
(carbosulfan)
พอสซ์
 
20% EC
 
40-80 ซีซี.ต่อน้ำ  20  ลิตร
 
ราดรอบๆ โคนต้นที่ถูกหนอนทรายทำลายและต้นข้างเคียงต้นละ  1-2ลิตร
 
ฟิโปรนิล
(fipronil)
แอสเซ็นด์
 
5% SC
 
20  ซีซี.ต่อน้ำ  20  ลิตร
 

[spaces:0]

ปลวก (Termites)
 



          
          
ในสวนยางมีปลวกอาศัยอยู่หลายชนิด  ส่วนใหญ่กัดกินรากพืชที่ตายแล้วเป็นอาหารและให้ประโยชน์ในการให้อินทรีย์วัตถุแก่ดิน  มีเพียงชนิดเดียวที่ทำลายต้นยางสด  คือ Coptotermes  curvignathus

ลักษณะและวงชีวิต      ปลวกเป็นแมลงสร้างรังอยู่ในดิน  มีชีวิตรวมกันอยู่เป็นสังคม  มีรูปร่างต่างกันไปตามวรรณะ  ปลวกที่ทำลายต้นยาง
                               เป็นวรรณะนักรบ  สังเกตได้จากกรามที่มีขนาดใหญ่  เมื่อใช้กรามงับสิ่งของจะขับของเหลวคล้ายน้ำนมออกมาจาก
                               ส่วนหัวตอนหน้าทันที  ปลวกแต่ละรังมีจำนวนนับพันนับหมื่นตัว  โดยฟักออกจากไข่และเจริญเป็นตัวเต็มวัยโดย
                               การเปลี่ยนรูปร่างที่ละน้อย  โดยไม่ผ่านดักแด้

การทำลาย                 ต้นยางที่ถูกทำลายส่วนมากจะมีอาการใบเหลืองเหมือนโรคราก  ทำลายลำต้นยางได้ทุกระยะ  โดยการกัดกินรากและ
                               โคนต้น  ต้นยางที่ปลูกใหม่จะถูกทำลายอย่างรวดเร็ว  ต้นยางใหญ่ที่ถูกทำลายจะไม่สามารถมองเห็นลักษณะการ
                               ทำลายจากภายนอกได้เลย  จนกระทั่งต้นยางโค่นล้มเพราะถูกลมพัดแรงหรือต้องขุดรากขึ้นดูจึงจะเห็นโพรงปลวกที่
                               โคนราก

การระบาด                 พบมากในพื้นที่ดินเป็นลูกรัง

การป้องกันกำจัด         ทำได้ยากเนื่องปลวกมีชีวิตร่วมกันแบบสังคมและอาศัยอยู่ใต้ดิน  วิธีจะป้องกันกำจัดได้ก็โดยใช้สารเคมีที่เป็นของเหลว
                               ราดรอบโคนต้น  เพื่อให้ซึมลงไปตามรากโดยการขุดดินเป็นร่องแคบๆ  ที่โคนต้น  เพื่อป้องกันไม่ให้สารเคมีซึมขยาย
                               ออกไปมากเกินไป

สารเคมี อัตราการใช้ วิธีการใช้
ชื่อสามัญ ชื่อการค้า % สารออกฤทธิ์
คาร์โบซัลแฟน
(carbosulfan)
พอสซ์
 
20% EC
 
40-80 ซีซี.ต่อน้ำ  20  ลิตร
 
ราดรอบๆ โคนต้นที่ถูกปลวกทำลายและต้นข้างเคียงต้นละ  1-2 ลิตร
 


เพลี้ยหอย (Scale insects)
 



          
เพลี้ยหอยที่พบบนต้นยางมี  2  จำพวก  คือ  พวกที่ไม่มีเกราะหุ้มตัว  และพวกที่มีเกราะหุ้มตัว  เพลี้ยทำลายต้นยางโดยการดูดกินน้ำเลี้ยงตรงส่วนที่เป็นสีเขียว  ทำให้ต้นยางชงักการเจริญเติบโต  มักพบในเรือนเพาะชำหรือบนต้นยางอ่อน

ลักษณะและวงชีวิต        ตัวอ่อนเมื่อเริ่มออกจากไข่จะมีขาสามารถเคลื่อนที่ได้  แต่หลังจากลอกคราบแล้วขาจะหายไป  เมื่อเริ่มเจาะดูดน้ำ
                                 เลี้ยงจะไม่เคลื่อนที่  พร้อมสร้างเกราะหุ้มตัวเอง  ที่พบบนต้นยางเป็นตัวเมียที่สร้างเกราะหนาไว้ป้องกันตัวและอยู่
                                 กับที่ตลอดไป  เกราะจะมีขนาด  
3-5  มม.  สีน้ำตาลแก่  ตัวผู้ไม่มีปากดูด  ขนาดเล็กกว่าตัวเมีย  มีปีกและบินได้

การทำลาย                  ส่วนของกิ่งก้านที่ถูกเพลี้ยหอยดูดกินจะเหี่ยวดำ  และมีซากเพลี้ยหอยเกาะกิ่งก้านที่มันเกาะ  ต่อมากิ่งก้านนั้นจะแห้ง
                                ตาย  ถ้ามีจำนวนมากจะลุกลามไปส่วนอื่น

การระบาด                   ช่วงอากาศแห้งแล้ง

การป้องกันกำจัด           1. โดยธรรมชาติเพลี้ยหอยจะถูกศัตรูธรรมชาติ  เช่น  แมลงและรา  เข้าทำลายไข่และตัวอ่อนของมัน
                                 
2. ใช้สารเคมี

สารเคมี อัตราการใช้ วิธีการใช้
ชื่อสามัญ ชื่อการค้า % สารออกฤทธิ์
มาลาไธออน
(malathion)
มาลาไธออน  83
 
83% EC
 
20  ซีซี.ต่อน้ำ  20  ลิตร
 

พ่นบริเวณที่มีเพลี้ยหอย 3-4  ครั้ง  พ่นเฉพาะที่พบการระบาด  พ่นซ้ำตามความ
จำเป็น

ไวท์ออยล์
(white  oil)
ทานาแทค
 
67% EC
 
200  ซีซี. ต่อน้ำ  20  ลิตร
 

ที่มา กรมส่งเสริมการเกษตร
แหล่งที่มา 
http://www.reothai.co.th/Para10.html